Home » Blog » บันทึกการเดินทาง วิชา Japan 101 ตอนที่ 1
บันทึกการเดินทาง วิชา Japan 101 ตอนที่ 1

บันทึกการเดินทาง วิชา Japan 101 ตอนที่ 1

บล็อคหัวข้อนี้จะเป็นการบันทึกการเดินทางไปญี่ปุ่นของจิดาภาค่ะ เป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรก และด้วยตัวเองไม่ได้ไปทัวร์ โดยเที่ยวด้วยหลักสูตร Japan 101 แหล่งการเที่ยวพื้นฐานของการไปญี่ปุ่นแหล่ะค่ะ ^ ^”


 

การเดินทางในครั้งนี้จิดาภาได้มีโอกาสเดินทางไปกับคุณสามี ซึ่งจะเป็นทริปเขียนหนังสือเกี่ยวกับเส้นทางปั่นจักรยานที่นั่นกับเส้นทางที่เรียกว่า Shimanami Kaido ด้วยระยะทางรวม 160 กิโลเมตร (ไป-กลับ) เลยสบโอกาสไปเป็นทีมงานคอยเก็บภาพให้ และเที่ยวต่อเลยหลังจากเก็บงานเรียบร้อย

ทริปนี้ เรียกได้ว่าเป็นทริปแห่งประสบการณ์ ทริปแห่งการเรียนรู้หลายๆอย่างมากๆค่ะ เพราะการเดินทางครั้งนี้มีเรื่องที่ผิดแผนตลอด จึงต้องคอยแก้ปัญหา หรือต้องคอยปรับแผนกันไปเรื่อยๆ ดราม่าตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่องทีเดียวค่ะ

การเดินทางของเราครั้งนี้มีโอกาสได้ไปทั้งหมด 8 วันค่ะ ไป 4 เมือง นอน 4 โรงแรม ทั้งหมดได้ถูกจองและได้ทำการชำระเงินเรียบร้อย ทั้งไฟลท์บิน ทั้งที่พัก รวมถึงวันพักก็จองตามแผนเรียบร้อย ไฟลท์บินของเราเดินทางวันอังคารที่ 31 มีนาคม 58 เวลา 00.55 น. ด้วยสายการบินการบินไทยค่ะ

ดราม่าแรกเกิดขึ้นในวันแรกเลย คือวันที่เราไปสนามบินเพื่อเช็คอิน ชีวิตทั้งหมด เป็น อยู่ ด้วยวันนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ !! เนื่องจากเรายังไม่เคยบินไฟลท์บินข้ามคืนแบบนี้มาก่อน เลยเกิดความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง เพราะเราเข้าใจว่าเดินทางคืนวันอังคารที่ 31 มีนาคม แต่จริงๆแล้ว ต้องเดินทางเช้าของวันอังคารที่ 31 มีนาคมค่ะ !!! คือจริงๆเราควรจะต้องมาเช็คอินตั้งแต่คืนวันจันทร์ และ เครื่องออก 00.55 เช้าของวันอังคาร แต่เราดันมาผิดวัน – -”

(null)

คือเรา ตกเครื่องมามากกว่า 24 ชม. และไม่รู้ตัวด้วยว่าตกเครื่องค่า !!!!

 

ช็อคมาก หลังจากที่เราแบกจักรยานกันมา 2 คัน และกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 1 ใบกันมาด้วยความยากลำบาก และความหวังที่เราคิดว่า “เราจะได้ไปญี่ปุ่นแล้ว” แต่ทว่า.. “เอ่อ ไฟลท์ของคุณออกเดินทางไปแล้วตั้งแต่เมื่อเช้าของวันนี้ค่ะ” ห๊ะ !!!!!!!!!!!

ชิบหายแล้วไง ! เอาไงดีล่ะทีนี้ หลังจากที่เราสอบถามทางเจ้าหน้าที่ของพี่การบินไทยมา และ ไตร่ตรองอื่นๆแล้ว มีตัวเลือกดังนี้

1. ไปแจ้ง “Standby” กับเจ้าหน้าที่ เพื่อเผื่อว่ามีคนเช็คอินไม่ครบ ในไฟลท์วันนี้ เราก็จะได้ไปในไฟลท์วันนี้แทน

2. ไปที่ส่วนการออกตั๋วแล้วขอเลื่อนตั๋วเป็นไฟลท์บินถัดไป -> อันนี้หากทำได้ จะเป็นการแก้ปัญหาที่เสียเงินน้อย เพราะเสียค่าเลื่อนตั๋ว แต่…มันจะไม่ได้ไฟลท์บินวันนี้แน่นอน เพราะวันนี้มีไฟลท์นี้ไฟลท์เดียว ต้องเลื่อนไปเป็นวันอื่นเลย (ซึ่งจริงๆแล้ว ตั๋วเต็มยาวมากๆ รอกันอีกหลายวันเลย) แล้วก็หากเลื่อนไปวันอื่นก็ยังไม่เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะที่พักที่จองมา จะต้องทำการเลื่อนใหม่ทั้งหมด แต่ก็ไม่แน่นอนว่าจะเลื่อนได้หรือไม่ เพราะเป็นช่วง High Season ห้องเต็มทุกวันอยู่แล้วอีก ซึ่งตัวเลือกนี้จะเป็นตัวเลือกสุดท้าย จริงๆ บอกได้เลยว่าถ้าเลื่อนตั๋วไปเป็นวันอื่นนี่ ต้องประสานงานกับโรงแรมทั้งหมดทั้ง 4 ที่เลยทีเดียว

3. หาราคาตั๋ว ไฟลท์ที่ใกล้ที่สุด แล้วลองดูว่ามีความเป็นไปได้ (ในการซื้อใหม่) แค่ไหน -> อันนี้เสียเงินจัดเต็ม ซื้อใหม่เลย แพงสุดด้วย เพราะซื้อกระชั้นมากๆ แต่ไม่ต้องเลื่อนแผนทั้งหมด

…..โอ๊ยยยย มีทางออกมากมาย แต่ก็เครียด เพราะว่าอยากไปมาก แต่ต้องมาติดขัดหลายอย่างเพราะความเซ่อของตัวเอง อยากได้ตัวเลือกแรกมากที่สุดเลย ….ซึ่งโอเคเราก็มาทำตามลำดับก่อน ไปแจ้งขอ Standby รอคอนเฟิร์มคิวตอนเที่ยงคืน ในระหว่างนั้นก็ไปสอบถามไฟลท์บิน และราคาสายการบินอื่นดูว่ามีมั้ยอย่างไร?

หลังจากสอบถามมาได้ไฟลท์ของทาง Cathay Pacific ดูแล้วมีความเป็นไปได้อยู่ เนื่องจากมีไฟลท์บินตอนเช้า 06.20 น. พี่เจ้าหน้าที่น่ารักมากค่ะ แจ้งว่าให้ซื้อผ่านทางหน้าเว็บออนไลน์จะดีกว่า เพราะซื้อหน้าเคาท์เตอร์จะแพงมาก คือได้ราคาคนละ 5x,xxx บาท แต่พอมาเช็คราคาในหน้าเว็บ เหลือคนละ 16,xxx บาท ค่อยยังชั่วหน่อย แต่นี่ก็แค่ขาเดียว แถมต่อเครื่องด้วยนะคะเนี่ย อ่อก..

….. ถึงเวลาเที่ยงคืนก็ไปหน้าเคาท์เตอร์ Standby ค่ะ ภาวนาว่าน่าจะได้ แค่ 2 คนเอง แต่สุดท้าย… “อ้อ พี่สองคน บินไปลงฟุกุโอกะใช่มั้ยคะ เต็มค่ะพี่” จบกัน T_T

เราเลยเดินกลับไปที่ส่วนตั๋วแล้วขอดูเรื่องการเลื่อนไฟลท์อีกที พี่เค้าแจ้งว่าอีก 3 วัน ถึงจะมีให้เราได้ แล้วก็เหลือแค่ 2 ที่นั่งสุดท้ายเท่านั้น.. เรา 2 คนเดินออก ตัดสินใจด้วยความรวดเร็ว ซื้อตั๋วใหม่กันเถอะ T_T  เพราะเอาจริงๆไม่มีเวลาให้เราเลื่อนที่พักเลย แถมอีกตั้ง 3 วัน กว่าจะได้ไป

ความโชคดีคือ เราได้ไฟลท์บินที่ค่อนข้างใกล้ ไม่ต้องกลับไปรอที่บ้าน นอนมันสนามบินเนี่ยแหล่ะค่ะ ความโชคร้ายคือ เราต้องซื้อตั๋วใหม่เที่ยวเดียว ในราคาเท่ากับ ไป-กลับ ของตั๋วเดิม – -” ……ใช้เวลาสักครู่ การจองตั๋วและการชำระเงินก็ผ่านไปได้ด้วยดี (ลุ้นมากว่าจะมีปัญหาอะไรอีกมั้ย)

หมดดราม่าเรื่องที่ 1 …

DSC00568

หมดดราม่าเรื่องแรกสักที ก็เลยไปแลกตังค์ไว้รอสักหน่อย

DSC00571

ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันนี้ วันที่ตกเครื่องไป 24 ชม. และต้องนอนสนามบิน

DSC00570

พอหลังเที่ยงคืน คนก็น้อยลง มีที่ให้สิงสถิตย์ละค่ะคืนนี้

DSC00572

บอกได้เลยว่า นอนไม่หลับ กระเป๋าเอาไป Wrap พลาสติคมาหมดแล้ว เปิดเอาเสื้อหนาวไม่ได้ ได้ที่ตรงแอร์ลงพอดี หนาวว

 

ใช้เวลานอนไปกันไม่เกินคนละ 2 ชั่วโมง ผลัดกันตื่นมาเฝ้าของ พอสัก 03.30 น. ก็ตื่นมาเตรียมตัวเคาท์เตอร์เปิดค่ะ ไฟลท์ 06.20 น. เคาท์เตอร์น่าจะเปิด 04.00 น. ก็ไปยืนต่อแถวรอเจ้าหน้าที่กันค่ะ เบลอมาก ณ จุดนี้

04.30 น. ถึงคิว ได้เวลาเช็คอิน ดราม่าที่ 2 ก็บังเกิดขึ้นค่ะ เรา 2 คน มีจักรยานคนละคัน กับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มากๆ 1 ใบ และทาง Cathay ให้โควต้าน้ำหนักอยู่ที่คนละ 23 กิโลกรัม x 2 = 46 กิโลกรัม กะเอาไว้ว่ากระเป๋าเดินทางน่าจะพอดีๆ 23 กิโล และจักรยาน 2 คัน รวมแล้วก็น่าจะพอดีๆไม่เกินอีก 23 กิโล แต่มันไม่ใช่อย่างที่คาดเลยค่ะ

แค่กระเป๋าเดินทางก็ปาเข้าไป 29 กิโลแล้ว !! เราสองคนมองหน้ากัน ชิบหายละ เหลืออีกแค่ 17 กิโลกับจักรยาน 2 คัน ไหวป่าววะ… คำตอบคือ ไม่ไหวค่ะ ! จักรยานไม่ได้มีแค่จักรยาน แต่มีอุปกรณ์จักรยานในกระเป๋าเพียบเลย รวมเบ็ดเสร็จจักรยานโดนเข้าไป 27 กิโล รวมเป็น 56 กิโล

เราสองคนมองหน้ากันอีกครั้ง….

เรา 2 คน : ถามพี่พนักงานพร้อมกัน  “ซื้อน้ำหนักเพิ่ม เท่าไร่ครับ , ค่ะ”
พี่พนักงานแจ้งว่า : “ซื้อหน้าเคาท์เตอร์จะแพงครับพี่ กิโลละ 15-20$ เกินมา 10 กิโล เบ็ดเสร็จก็ประมาณ 5,xxx บาทครับพี่”
เรา 2 คน : ช็อค !!! ไม่มีคำพูดใดๆ (แต่ก็ต้องจ่าย ก็จะไปใช่มั้ยละ มาถึงจุดนี้แล้ว)

ดราม่าที่ 2 จบไปอีก

DSC00581

ได้ไปแล้วค่าาาาาาาา ฮูเร ~~~

เคยบินด้วย Cathay อยู่ครั้งนึงตอนไปฮ่องกงค่ะ ตอนนั้นเพิ่งเคยบินครั้งแรก ตื่นเต้นมากก มาครั้งนี้ตื่นเต้นมากกว่าที่เคย เพราะเกือบจะไม่ได้ไปค่ะ ฮ่าๆ

DSC00583

เมนูอาหารยังคงเหมือนเดิม หลังจากผ่านไป 5 ปี

DSC00585

แต่เครื่องใหม่ขึ้น ก่อนหน้านี้ไม่มีตัว Controller แบบนี้ค่ะ มีรูปลั๊กให้เสียบด้วย ชาร์จมือถือได้ แต่พกหัวปลั๊กมาด้วยนะคะ

หลับค่ะ…..หลับไป 3 ชม. ลงต่อเครื่องที่ฮ่องกงกันก่อน โชคดีที่เป็นไฟลท์ห่างกันแค่ครึ่งชม.หลัง Land เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องรออะไรนานค่ะ ลงจากเครื่องแล้วเดินมารอที่อีก Gate ก็พอดีๆ

DSC00589

อยู่ดีดีก็ได้มาสูดอากาศในสนามบินฮ่องกง อิอิ

DSC00591

มาต่อเครื่องกับสายการบิน Dragon Air ค่ะ จากฮ่องกง ไปลง Fukuoka

และแล้ว…..การเดินทางอันราบรื่น และ การอยู่บนเครื่องอันยาวนานก็ถึงสักทีค่ะ ขึ้นเครื่องจากกทม. 06.20 น. ต่อเครื่องฮ่องกงตอน 11.30 น. มาถึงฟุกุโอกะ 15.20 น.

DSC00601

ถึงฟุกุโอกะสักทีค่ะ แต่นี่ยังไม่สิ้นสุดนะคะ เรียกว่าการเดินทางเพิ่งเริ่มต้นมากกว่า เพราะเรายังต้องเดินทางไปยังจังหวัดฮิโรชิม่าต่อ

 

แผนการเที่ยวของเราครั้งนี้คือ 

1. นั่งเครื่องไปลง Fukuoka เพื่อต่อรถไฟไปยังจังหวัด Hiroshima ไปยังเมือง Onomichi ไปทำการบ้านเรื่องเส้นทางจักรยานก่อนค่ะ
2. เมื่อเสร็จภารกิจการทำงาน เราจะนั่งรถไฟเข้าเมืองใหญ่ไปเที่ยว ณ โตเกียว ตามประสา Japan 101
3. จะต้องนั่งรถไฟลงมาที่ Osaka ด้วย แบบเช้า-เย็นกลับ เพื่อมาเล่น Universal Studio Japan

เพราะฉะนั้น…เราใช้ต้องรถไฟความเร็วสูง Shinkansen เยอะมาก เลยต้องซื้อบัตร Japan Rail Pass แบบ 7 วัน มาด้วยเลย แบบว่าใช้เกินคุ้ม ใช้รถไฟสาย JR ได้หมดเลย ฮูเร ~

แต่ก่อนจะไปขึ้นรถไฟ…มาต่อรถบัสกันก่อนค่ะ …. เดินออกมาจากสนามบิน อากาศ 15 องศา เย็นนมากกกก กรี๊ดดดดดด >.<

 

ยืนงงกันอยู่นานว่าคันไหน พอขึ้นรถมาก็งงอีก จ่ายตังยังไง?

ยืนงงกันอยู่นานว่าคันไหน พอขึ้นรถมาก็งงอีก จ่ายตังยังไง?

ขึ้นรถบัสกันมาทุลักทุเลนิดนึงค่ะ เพราะมีจักรยาน 2 คัน กระเป๋า 1 ใบ มันต้องยกไปวางทีละใบ พอขึ้นมาเรียบร้อยแล้วก็งงกันต่อว่า เราจะจ่ายเงินยังไง? ราคาเท่าไร่? แล้วเค้าจะทราบได้ยังไงว่าเราขึ้นมาตั้งแต่ตรงไหน? พวกบัตรเติมเงินอะไรก็ยังไม่ได้ซื้อค่ะ มัวแต่รีบจะต้องไปขึ้นรถไฟตามเวลา  สุดท้ายตอนถึงสถานีรถไฟเพื่อจะลง ก็แจ้งคนขับว่ามาจากสนามบิน เค้าก็แจ้งราคามาให้เราหยอดเงินลงไปในเครื่องจ่าย แล้วทอนออกมาค่ะ

จริงๆแล้ววิธีคือ..
1. ขาขึ้นจะให้ขึ้นที่ประตูด้านหลัง จะมีเครื่องออกตั๋วให้อยู่ มันจะออกตั๋วให้ทุกครั้งที่มีคนเดินขึ้นผ่านระบบ หยิบตั๋วตรงหน้าตู้เก็บไว้
2. พอขาลงให้ไปหยอดตั๋วตรงตู้ทางลง ประตูหน้า แล้วระบบจะแจ้งราคาให้เราชำระเงินค่ะ จะจ่ายด้วยเงินสด หรือบัตรเติมเงินก็ว่ากันค่ะ

DSC00615

ใช้ Google Map ดูเส้นทางไปด้วย เพราะป้ายบนรถบัสไม่บอกเป็นภาษาอังกฤษเลย ถึงแล้วค่ะ สถานี Hakata Station มาต่อรถไฟชินคันเซน

ตอนขึ้นรถมัวแต่ยุ่งๆ พอลงรถถึงได้เห็นค่ะ บ้านเมืองที่ญี่ปุ่น ที่นี่ ฟุกุโอกะ

ตอนขึ้นรถมัวแต่ยุ่งๆ พอลงรถถึงได้เห็นค่ะ บ้านเมืองที่ญี่ปุ่น ที่นี่ ฟุกุโอกะ

ตู้ล็อคเกอร์ตามสถานีรถไฟ สามารถฝากของไว้ได้ค่ะ

ตู้ล็อคเกอร์ตามสถานีรถไฟ สามารถฝากของไว้ได้ค่ะ

DSC00621

ถ่ายเร็วไปหน่อย ราคานี้ต่อ 1 วัน และตามขนาดของตู้ค่ะ ตู้ใหญ่สุดก็ 600 เยนต่อวัน ประมาณ 165 บาท

พอเข้าไปในสถานี ก็ต้องหาที่แลกตั๋ว JR Rail Pass ที่ซื้อมาจากเมืองไทย ให้เป็นตั๋วของญี่ปุ่นก่อนค่ะ (แลกตั๋วได้ที่สถานีทุกสถานีที่มี JR ค่ะ) เดินจากประตูทางเข้าสถานี Hakata ให้เดินตรงเข้าไปเลยประมาณ 100 เมตร ด้านซ้ายมือจะมีที่จำหน่ายตั๋วของ JR อยู่ค่ะ

เข้าไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ โดยการยื่นตั๋วของเราไป เค้าจะเข้าใจและจัดเองให้เอง

เข้าไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ โดยการยื่นตั๋วของเราไป เค้าจะเข้าใจและจัดเองให้เอง

ออกมาเป็นสมุดกระดาษหน้าตาแบบนี้ค่ะ เก็บยากไปหน่อย นึกว่าจะเป็นแค่ขนาดบัตรธรรมดา ตั๋วนี้บอกชื่อเรา เลขพาสปอร์ต และวันหมดอายุด้วยค่ะ จอยซื้อมาแบบ 7 วัน

ได้ตั๋วแล้ว…ก็เปิด Google Map ดูเที่ยวรถไฟที่เราจะต้องขึ้น ทริปนี้เรารอดด้วยเทคโนโลยีล้วนๆค่ะ มองแผนที่เอง หรือให้ดูตารางรถไฟฟ้าเอง บอกเลย งงมาก มันเยอะมากและเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย

เช็คขบวนรถไฟแล้ว อีก 5 นาทีรถไฟจะออกแล้ว !! วิ่งสิคะ !!!! ดูเลขขบวนและชานชาลามาแล้วก็มองตามป้ายไปได้เลยค่ะ ไม่ยาก ส่วนการเดินเข้าสถานที เนื่องจากเราไม่ได้ใช้เป็นบัตรปิ๊ปๆ ให้เดินเข้าทางปกติด้านข้างที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ยื่นตั๋วให้เค้าดู แล้วก็เดินเข้ามาได้เลยค่ะ

ส่วนการขึ้นรถไฟชินคันเซ็น 1 ขบวนจะมีอยู่ประมาณ 15 ตู้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้จองที่นั่งมา จะอยู่ตู้ 1-3 หรือ 1-5 โดยประมาณค่ะ นอกนั้นจะเป็นส่วนของการจอง และที่นั่ง Green Car หรือ Business นั่นเอง

…เราสองคนวิ่งกันตับแลบด้วยสัมภาระที่ลำบากสุดๆ เพราะรถไฟกำลังจะออกแล้วอีกแค่ 2 นาที แถมตู้ที่เราขึ้นได้อยู่ท้ายขบวนแหน่ะ โหดสุดค่าา แต่สุดท้ายก็ทันนะ เดินเข้ามาในรถไฟก็หาที่เก็บสัมภาระและจักรยาน เห็นเค้าว่าที่เก็บของจะอยู่ท้ายๆของแต่ละตู้ ก็ลำบากกันนิดหน่อย เพราะเพิ่งขึ้นครั้งแรกยังไม่ค่อยทราบอะไร กว่าจะเรียบร้อย ขนาดว่าเดินทางอากาศหนาวๆ กว่าจะเก็บของเรียบร้อย รวมไปถึงวิ่งกันมา เล่นเอาเหงื่อท่วมเลยค่ะ

กระเป๋าไว้ด้านนึง

กระเป๋าไว้ด้านนึง

จักรยานไว้อีกด้านนึง

จักรยานไว้อีกด้านนึง

ส่วนจักรยานอีกคันเอามาไว้ตรงที่นั่ง

ส่วนจักรยานอีกคันเอามาไว้ตรงที่นั่ง

ชอบรถไฟความเร็วสูงมากๆค่ะ นอกจากไม่ต้องเสียเวลาเช็คอิน โหลดสัมภาระเหมือนเครื่องบินแล้ว ที่นั่งระหว่างช่องยังกว้างมากกก ดูสิขนาดยัดกล่องจักรยานมาได้ยังนั่งได้สบายๆอีก เบาะก็ปรับนอนได้แบบเอนสุดๆ ที่สำคัญยังนั่งเล่นมือถือไปได้ด้วย ถึงแม้สัญญาณจะขาดๆหายๆตอนเข้าอุโมงค์ก็เถอะ อิอิ อ้อ…บางขบวนมีปลั๊กไฟให้ตรงฝั่งหน้าต่างด้านล่างด้วยนะคะ เริ่ดดด

…เฮ้อ ได้ขึ้นรถไฟสักที ในขณะที่กำลังตั้ง Station ชาร์จไฟ กำลังจะหลับ พี่เจ้าหน้าที่ก็เดินมาตรวจตั๋วค่ะ เราสองคนก็ยื่นให้ด้วยหน้าชื่นตาบาน ^_______^ …….. แล้วพี่เจ้าหน้าที่ก็แจ้งกลับมาว่า “เราไม่สามารถขึ้นรถไฟขบวนนี้ได้” ตั๋วเราขึ้นได้ทุกสายยกเว้นสายนี้ค่ะ เราขึ้นสาย Nozomi มา แต่ขึ้นไม่ได้เพราะรถไฟสายนี้เป็นชินคันเซ็นแบบด่วนพิเศษค่ะ คือจอดสถานีน้อยมากๆ และเร็วมากๆ ต้องซื้อตั๋วเท่านั้น

Shinkansen จะมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน อาทิเช่น Nozomi , Sakura , Hikari , Kodama ฯลฯ คือจะแต่ละขบวนจะจอดสถานีที่ไม่เท่ากันค่ะ ขึ้นอยู่กับแต่ละสายค่ะ

แต่พี่เจ้าหน้าที่เค้าน่ารักมากค่ะ เค้าช่วยเราในการหาขบวนรถไฟในตารางเค้าให้ ว่าให้ขึ้นรถไฟแบบไหน เลขขบวนอะไร แล้วให้เราลงสถานีถัดไปเพื่อขึ้นขบวนที่แจ้งแทนค่ะ แต่รอบนี้ย้ายสัมภาระไม่ยากละ เริ่มเข้าใจวิธีขน รู้ว่าจะต้องเข้าตรงไหน วางของอย่างไร เปลี่ยนขบวนเรียบร้อยก็หลับๆเอาแรงกันต่อค่ะ

ระหว่างเปลี่ยนขบวนใหม่

ระหว่างเปลี่ยนขบวนใหม่

DSC00636

นอนเอาแรงเลยค่ะ อีก 2 ชั่วโมงเลย

ลงชินกันเซ็นเรียบร้อยที่สถานี Fukuyama ก็ย้ายมาต่อรถไฟอีกชานชาลานึง เพื่อไปลง Onomichi ค่ะ

ลงชินกันเซ็นเรียบร้อยที่สถานี Fukuyama ก็ย้ายมาต่อรถไฟอีกชานชาลานึง เพื่อไปลง Onomichi ค่ะ

จากตรงนี้อีกแค่ 20 นาทีก็ถึงค่ะ สถานี Onomichi Station

DSC00643

DSC00644

จากสถานีนี้เดินไปอีกแค่ 5 นาทีก็ถึงที่พักค่ะ เฮ้ออออ….เครื่องลงที่ฟุกุโอกะเมื่อตอน 15.20 แต่กว่าจะมาถึงที่พักก็ประมาณ 21.00 น. เหนื่อยมากก ครบ 24 ชั่วโมงแล้วที่เราไม่ได้อาบน้ำและนอนพักแบบสบายๆ

วันนี้เราพักกันที่โรงแรมที่ Onomichi U2 ที่เป็นสวนรวมของคนรักจักรยานค่ะ มีทั้ง Cafe , ร้านจักรยาน Giant (มีเช่าจักรยานด้วย) , โรงแรมที่นำจักรยานไปแขวนในห้องได้ ใกล้กับสถานี Onomichi ดีค่ะ มาง่ายๆ สำหรับส่วนที่พักนี่ขอไปอยู่ในหนังสือของคุณสามีนะคะ

ถึงที่พักสักที พรุ่งนี้ต้องตื่นตี 5 เพื่อไปทำภารกิจ พักผ่อนก่อน แล้วจะมาเล่าต่อนะคะ ~

 

Loading Facebook Comments ...