เสาร์นี้เที่ยวไหนดีตอนพิเศษ : ฮ่องกงทริป เที่ยวเองไม้ง้อทัวร์#1

มีโอกาสไปเที่ยวฮ่องกงกับเค้ามาค่ะ เที่ยงครั้งนี้เป็นครั้งแรกทุกอย่างเลย ทั้งทำ passport , ขึ้นเครื่องบิน รวมไปถึงการไปต่างประเทศค่ะ แถมยังบินไปกันเองแบบ 2 สาวอีกต่างหาก งานนี้จะมันขนาดไหนน้า

— ตอนนี้จะพูดถึงประสบการณ์การไปฮ่องกงครั้งแรกด้วยตัวเองกันก่อนค่ะ —

..สืบเนื่องจาก @ripmilla @nytonkla และ @molek มีโอกาสไปงาน BlogfestAsia เมื่อวันที่ 5 – 9 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา จอยกับ @tititarn เลยตัดสินใจว่าจะตามไปด้วย ตามไปเที่ยว แต่ขอบินตามไปนะ วันที่ 7 นะ จะได้ประหยัดค่าที่พักสักหน่อย (ไม่ค่อยมีตังค์ เพราะไม่ได้แพลนไว้)

แต่เที่ยวคราวนี้จะไปมันก็ต้องมี passport ก่อน (visa ไม่ต้องเพราะไปฮ่องกง) แล้วก็อย่างที่บอกไว้ตอนต้นค่ะ จอยยังไม่เคยไปต่างประเทศ , ไม่เคยทำ passport หรือแม้กระทั่งขึ้นเครื่องบินเลย นี่เป็นครั้งแรกของทุกอย่าง เพราะฉะนั้นตื่นเต้นไม่น้อยเลยล่ะค่ะ เพราะว่าอยากรู้อยากเห็นไปซะหมด (อ๊าย อาย)

ทำ Passport นี่ไม่ยากอะไรค่ะ ก็ได้มาแบบปกติ หน้าบวมๆหน่อย ส่วน @ripmilla ก็เดินทางไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 5 ตัวจอยเองบินไปวันที่ 7 ตอน 8.30 น.  …ไอวันที่ 6 เนี่ยแหละ ทรมานสุดๆ อยากให้ถึงตอนบินเร็วๆ ไม่ได้ตื่นเต้นที่จะไปฮ่องกง แต่ตื่นเต้นเพราะอยากรู้อยากเห็น ว่ามันจะต้องทำอะไรบ้าง ทำอย่างไรบ้าง ถึงฮ่องกงแล้วเราจะไปโรงแรมยังไง โอ๊ย….มากมาย

แถมช่วงนี้ภายในสัปดาห์ก่อนไป จอยศึกษาฮ่องกงซะจนเริ่มคล่องเหมือนอยู่บ้านเราเองเลย ก็ฮ่องกงเที่ยวง่ายอะ รถไฟฟ้าทั่วไปหมด หาที่เที่ยว หาที่ช็อป อ่านรีวิว หาวิธีการเดินทาง ทำการบ้านมาอย่างดี ทั้งนี้ทั้งนั้นข้อมูลที่หามาได้ต้องขอบคุณ หนังสือ “เที่ยวมาเก๊า ฮ่องกง เซินเจิ้น ไม่ง้อทัวร์” ที่มีรายละเอียดบอกหมด ทั้งวิธีการเดินทาง การใช้บัตร octopus ราคาค่าโดยสารวิธีต่างๆ แผนที่ และแหล่งเที่ยวต่างๆ แล้วก็ เว็บไซต์ hongkongfanclub.com ที่สามารถอ่านรีวิวสถานที่ต่างๆ อธิบายได้อย่างดีทีเดียวเชียว ทำเอาจอยคล่องไปเลย

และแล้ว..ก็ถึงวันเดินทาง  แต่คืนนั้นเนี่ยอยากจะรีบนอนๆไป เวลาจะได้ผ่านไปเร็วขึ้น แต่ปรากฏว่านอนไม่หลับเลย พยายามข่มตานอนเท่าไร่ แต่สมองก็จะพยายามนึกถึงตอนจะบินตลอด ยิ่งนอนยิ่งปวดหัว แต่ก็หลับไปได้สัก 2 ชม. แบบปวดหัวสุดๆ ลุกขึ้นมาอาบน้ำตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง แต่งตัวอะไรกันเสร็จ ก็ออกมาเลย (วันนั้นนอนบ้าน @tititarn ออกมาพร้อมกัน) มาถึงสุวรรณภูมิกันตั้งแต่ 6 โมงเลยทีเดียว !


ไม่ได้นอน ยังตาใสซะขนาดนี้ เอ้า ! ออกจากบ้าน


พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดีเลย..

——————————————————————-

มาถึงสุวรรณภูมิก็ไม่ลังเล เดินเข้าไปเช็คอินได้เลย เพราะว่าวันที่ส่ง @ripmilla ก็ดูลาดเลาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้มาถึงเลยสบายไม่ต้องสำรวจช่องทางแต่อย่างใด …เช็คอินก็ไม่ยาก แค่ยื่นพาสปอร์ต กับใบที่ Booking เอาไว้ให้กับพนักงาน ส่วนกระเป๋าถ้าจะโหลดใต้เครื่องก็วางไว้ให้พนักงานเช่นเดียวกัน ..แล้วพี่เค้าก็จะเช็ครายละเอียด (จะเอาที่นั่งตรงไหนก็ขอเลือกได้) แล้วก็ปริ้นท์ตั๋วให้เรา แค่นี้ก็เรียบร้อย  (ส่วนครั้งแรกแบบนี้..แน่นอน..ก็ต้องที่ต้องริมหน้าต่างสิ !!!)

หลังจากนั้นก็ไปแลกเงิน(ที่ไม่ค่อยมี)สักหน่อย เงินฮ่องกงก็ใช้เป็น ดอลล่าร์ฮ่องกง (HKD) 1 HKD = 4.5 บาท โดยประมาณ พอเรียบร้อยหมดแล้วก็ว่างละ ทำอะไรดีล่ะ อืมม…ไม่มีอะไรทำ เข้าไปข้างในกันเลยก็แล้วกัน !


เช็คอิน ขอที่นั่งริมหน้าต่างน้าา !!!!


เย้ ได้ตั๋วมาแล้ว (ตั๋วเครื่องบินใบแรกกกก) ..Gate 2 เข้าไปที่ Gate ให้ทัน 8.00 นะจ๊ะ
อ้อ..บินด้วยสายการบิน Cathay Pacific เพราะว่าจองกะทันหันแล้ว
สายการบินนี้มีโปรโมชั่นพอดี !! – -”

แลกเงินมา 15,000 บาท ไปได้มาประมาณ 4,000 HKD เอ้ง
(ได้จับเงินของประเทศอื่นที่ไม่ใช่เงินของประเทศไทย มันไม่คุ้นเลยแหะ)


แม่กับยายก็เห่อลูกสาวนะคะ อุตส่าห์ตื่นมาส่งมาแต่เช้าตรู่ >.<

——————————————————-

มาต่อกันหลังจากเข้าไปด้านในแล้ว จุดแรกที่ต้องเจอคือ เช็ค Passport กรอก Immigration ตอนยื่นพาสปอร์ตไปตรวจ ก็เกร็งๆตื่นเต้นๆ จะถามอะไรรึเปล่า? หน้าตาจะเหมือนกันมั้ย? ฮ่าๆ เผื่อว่ามีประวัติไม่ดี สุดท้ายก็ไม่เจออะไรผ่านจุดนี้มาอย่างราบรื่น

ปัญหาหนะ มันมาเจอไอจุดที่สองเนี่ยสิ! ที่ต้องเดินผ่านช่องตรวจกระเป๋า แต่ต้องเอาของที่จะทำให้เกิดเสียงปี๊ปๆได้ ออกจากตัวใส่ที่กล่องให้หมด ทีนี้..ปัญหามันอยู่ที่..“มันต้องถอดอะไรบ้างวะ?” @tititarn ก็ไปอยู่ช่องซะไกลถามก็ไม่ได้ “ทำไงดีวะ” (คิดในใจ) เอาวะ เหล่เอาละกัน ..ก็เลยใช้วิธี ค่อยๆวางกระเป๋าลงกล่อง ในขณะที่เหล่ไอคนที่อยู่ข้างๆเรา มันถอดอะไรบ้าง

อืมม..ผู้ชายข้างๆ เค้าวางของทุกอย่างใส่กล่อง มือถือ และ นาฬิกา โอเค..เราก็เอาบ้าง วางกระเป๋า มือถือ และ นาฬิกา ……….เอ๊ะ แล้วสร้อย ตุ้มหูล่ะ ???? และในขณะเดียวกันที่กำลังเอ๋อตรงจุดนั้น ก็มีพนักงานเดินมาบอกว่า “ตุ้มหู สร้อย ไม่ต้องถอดค่ะ” โอ้โห !!!! วินานีนั้นคิดในใจ “พี่นางฟ้าาาาาาาาา” 55555

เสร็จจากความเอ๋อตรงนี้ เราก็ได้ก้าวเข้ามาสู่ดินแดนมหัศจรรย์ ที่เราไม่เคยก้าวเข้ามาเลยสักครั้ง เพราะตรงนั้นมันมี King Power  …โอ้ววว ตาเป็นประกาย ปิ๊งๆๆ *-* แต่ก็ต้องอดใจเดินผ่านไปให้ได้ ตังค์เหลือขากลับค่อยว่ากัน (จะเหลือเรอะ !!!!) จงมองหาป้าย Gateๆ ท่องไว้ๆ


อ๊ะ เจอแล้วป้าย ..เอ..ของเรา G2 ไปทางขวามือนะจ๊ะๆ


เดิน…เดิน…และเดิน…และเดิน จนเจอแล้วป้ายนี้ กรี๊ดดดด


มาถึงก่อนเวลาพอสมควร ไม่มีอะไรทำระหว่างนี้ก็นั่งรอและ tweet ยามเช้า

ตอนประตูเปิดให้ขึ้น ก็แบ่งชนชั้นโดยให้ First Class เข้าไปก่อน ขณะที่เราก็ค่อยเดินตามเข้าไปทีหลัง คนก็ค่อนข้างเยอะมาก และแล้วเราก็ได้เข้ามานั่งริมหน้าต่างๆ เย้ๆ

———————————————————–

พอขึ้นเครื่องปุ๊ป พนักงานก็จะวุ่นวายมากมาย ผู้คนก็พยายามหาช่องใส่กระเป๋า แอร์ก็เตรียมงานเดินไปเดินมา ส่วนเราก็ว่างๆก็เลยนั่งกดนู้นนี่นั่นบนเบาะไปเรื่อย ปุ่มนี้ทำอะไร ปุ่มนั้นเพื่ออะไร ตอนเครื่องขึ้นแล้วจะได้หาหนังดูบนจอทีวี อย่างไม่อายใคร 555

…และแล้วก็ 08.35 เครื่องบินก็ค่อยๆขับไปยังรันเวย์ ค่อยไปอย่างช้า ช้..า..า.. เครื่องบินมันโครงเครงๆ จนเวียนหัวไปหมด  เคี้ยวหมากฝรั่งก็เคี้ยวจนหมดหวานแล้ว “จะปวดหูขณะ Take Off มั้ย?” นี่ก็เป็นคำถามที่ตั้งหน้าตั้งตารอ ภาวนาอยากให้รีบๆขึ้นสักที

– แล้วมันก็ขึ้นสักที บรืนนนนน…. –


คำตอบก็คือขณะ Take Off จอยไม่ปวดหูนะจ๊ะ  สบายๆ ^___^v

พอขึ้นมาข้างบนแบบนี้ ก็นึกถึงตอนที่อยู่ข้างล่างแล้วเหงนมองบนเครื่องบินนะ ว่าอยากขึ้นมาดูบรรยากาศด้านบนแบบนี้บ้าง พอได้ดูสมใจแบบนี้แล้ว อยากรู้เหมือนกันว่า..คนข้างล่างทำอะไรกันอยู่นะ ตอนนี้คนตรงนี้กำลังอยู่บนฟ้าาาาาาา เย่วว !

ขึ้นมาสักพักนึงจอยเองก็เริ่มหาหนังดู แอร์ก็เริ่มเสิร์ฟอาหาร เพิ่งรู้ว่าเสียงในเครื่องบินค่อนข้างจะดังพอสมควร นึกว่าจะเงียบกว่านี้นะ มีทั้งเสียงคนพนักงานเดินเสิร์ฟอาหาร และหลังจากนั้นก็จะเป็นเสียงคนซื้อของบนเครื่องบิน จ๊อกแจก จอแจ เต็มไปหมด แต่จอยก็พยายามไม่สนใจนั่งดูหนังไปเรื่อยๆ พอดีเจอ CSI ด้วย ตอนที่ไม่เคยดูพอดี เลยดูไปกินไป เพลิ๊นเพลิน


อาหารเช้าของหนู Omlet กับน้ำมะเขือเทศจ้า

พอหลังจากกินอิ่มแล้ว หนังที่ดูก็ดูจบแล้ว รูปถ่ายบนฟ้าก็ถ่ายไปแล้ว มองดูนอกหน้าต่างก็ไม่มีอะไรให้ดู ทีนี้ล่ะก็เลยเริ่มจะเบื่อ เพิ่งรู้ว่าอยู่บนเครื่องบินนี่น่าเบื่อนะ เวียนหัวด้วย นี่บินแค่ 2 ชั่วโมงยังเบื่อเลย … เลยฟังเพลงแล้วก็นอนๆไป

นอนได้สักแปปเดียวเท่านั้นแหละ เรื่องก็เกิด เพราะว่าใกล้จะถึงฮ่องกงเต็มทีแล้ว เครื่องบินก็เลยจะเริ่มลดระดับลง แต่กัปตันลดระดับไม่ดี หรือ จอยไม่เคยก็ไม่รู้ เพราะมันค่อยๆเริ่มที่จะปวดหูขึ้นมา จอยก็เลยพยายามที่จะไล่ลมในหูออก โดยการบีบจมูกแล้วดันลมออกหู แต่ลมมันออกแค่ข้างเดียวนี่สิ !!! อีกข้างนึงลมไม่ออก แถมมันก็ค่อยๆปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ และจนปวดมาก ปวดหูสุดๆ ไอความคิดตอนแรกที่ภาวนาอยากจะให้เครื่องขึ้นเร็วๆ แต่ตอนนี้..ภาวนาอยากจะให้เครื่องลงเร็วๆ ถึงพื้นเร็วๆสิวะ โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย

จนเครื่องก็ Landing จนได้ …. T_T

——————————————————-


ภาพที่ใครๆที่มาฮ่องกงก็ต้องมี แต่สัญลักษณ์นี้มัน เซ็นทรัลนิ – –

พอลงเครื่องมา ตอนนั้นก็ประมาณ 11.30 (เวลาฮ่องกง) เรา 2 คนก็เดินมาตามทางและตามป้ายมาเรื่อยๆจนมาเจอป้ายนี้.. เค้าบอกว่า เอากระเป๋า , Immigration บลาๆ ให้ลงไปด้านล่าง ห๊ะ ! ด้านล่าง???

พอลงมาถึง ช็อค ! มันเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน ! เอ๊ะ..ได้ไงวะ มาผิดทางรึเปล่า? รถไฟนี่มันไปไหน? แล้วกระเป๋าล่ะ? Immigration?   พอเหลือบไปดูผู้คนที่รอรถอยู่ ก็ดันเป็นแต่ผู้โดยสาร first class ทั้งนั้น ที่แบบว่าลากกระเป๋ามาพร้อมเลย เราก็เลยไม่แน่ใจว่าขึ้นไอรถไฟฟ้านี่แล้วจะสามารถไป Immigration ได้รึเปล่า ตัดสินใจ..เอาก็เอาวะ มันคงไม่ให้เราออกจากสนามบินง่ายๆหรอกเฟ้ย ไปผิดค่อยกลับมา 55

สุดท้ายเราก็มากันถูกทาง ตกใจแทบแย่ ..แล้วก็เดินมาตามทางต่อ หา Immigration ต่อคิว เช็ค พาสปอร์ต จุดนี้ก็ตื่นเต้นอยู่เหมือนกันนะ เห็น @ripmilla บอกว่า เดินทางแค่ผู้หญิงมากัน 2 คน เค้าอาจจะสงสัยว่ามาทำงานอะไรที่ผิดกฏหมายรึเปล่า ประเด็นเนี่ย กลัวว่าเค้าจะถามเราเป็นภาษาอังกฤษที่ฟังไม่รู้เรื่องเนี่ยสิ – -” ก็แหมม ภาษาอังกฤษที่ติดตัวมาก็ออกแนวถนัดถามมากกว่าถูกถามซะด้วย แต่ก็อะ..ไม่ได้ถามอะไรผ่านมาแบบปกติ มองหน้าเรากับพาสปอร์ตเทียบกันนิดหน่อย

เสร็จออกมาก็เดินไปเอากระเป๋า ก็เจอกระเป๋าเลยไม่ต้องรอ (ไม่รู้ว่ากระเป๋ามาเร็ว หรือ เรามาช้ากันนะ) พอออกจากการเอากระเป๋าเรียบร้อย ทีนี้ละ ปัญหา !!!

ถึงจะทำการบ้าน และ อ่านมาอย่างดี แต่คนมันไม่เคยมานี่หว่า ยังไงก็วาดภาพไม่ออก ก็เลยเดินหลงอยู่หลายรอบอยู่ ว่าจะไปด้วยรถเมล์สายอะไรดี (Airport express นี่แพง ไม่ไหวอะ) ก็เลยตัดสินใจจะหาซื้อบัตรปลาหมึก (บัตร Octopus ที่เหมือน Smart Purse บ้านเรา แต่เค้าสามารถใช้กับ รถไฟฟ้า รถเมล์ และร้านค้าต่างๆ) ซึ่งมีแค่ไอบัตรนี่แหละ เราก็ขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ได้สบายๆแล้ว เพราะรถเมล์ที่นั่นเป็นแบบหยอดเงิน หยอดเกินไม่ทอนนะจ๊ะ แต่ใช้บัตรปลาหมึกนี่ก็หมูละ แล้วก็ใช้บัตรนี้ขึ้นรถเมล์สาย S1 ไปลงสถานีรถไฟฟ้า Tung Chung เพื่อจะต่อรถไฟไปแทน

(( ราคาเจ้าบัตรปลาหมึกนี่ อยู่ที่ 150 HKD ใช้เงินในบัตรได้ 100 HKD เราสามารถคืนบัตรและได้ค่าธรรมเนียมคืน 50 HKD นะจ๊ะ แต่ว่าหากใช้ไม่ถึง 3 เดือน จะหัก 7 HKD ก็จะได้คืนประมาณ 43 HKD จ๊ะ ))

หลังจากใช้ภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆ ถามที่ซื้อ และ ถามทางมาแบบที่เรียกว่า ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร่ ก็นะฟังอังกฤษธรรมดายังไม่เก่ง ต้องมาฟังสำเนียงคนฮ่องกงด้วย ฮ่าๆ คิดดูถามทางกับพนักงานขายตั๋วปลาหมึกว่า “จะไปขึ้นรถสาย S1 ได้ตรงไหน?” พี่เค้าบอกมาว่า “ให้ลงไปชั้นล่าง แล้วข้ามถนน” โดยคำว่า “ชั้นล่าง” เนี่ย ก็คือ “downstairs (ดาวน์สแตรส์)” แต่พี่เค้าดันออกเสียงว่า “ตาวสแตรส์” เราก็เลยงงยืนเถึยงกับเค้าอยู่พักนึงว่า “downstairs?” “no no Towstairsๆ” -_____________-” สรุปว่าจอยโง่ หรือ พี่เค้างงกันเนี่ย !

อะ ช่างมัน ชั้นล่างก็ชั้นล่าง รึเปล่าก็ไม่รู้ เดินมาก่อนละกัน แต่พอลงมาถึงด้านล่างปุ๊ป ก็แบบว่าโชคดีมากก ที่เห็นรถสายที่ว่าเนี่ย จอดอยู่ที่ป้ายพอดี๊พอดี แต่ก็เดินไปขึ้นคันนั้นไม่ทันนะ ..ไม่เป็นไร เรารู้แล้วว่ามันจอดตรงนี้ รอมันตรงนี้แหละ ได้ไปแน่ๆ

อ้อ…ที่พักเราอยู่ที่ Yau ma tei และเราตัดสินใจจะขึ้นรถเมล์สาย S1 มาต่อรถไฟฟ้าที่ Tung Chung และต่อรถไฟไปเลย สถานนีมันเชื่อมถึงกันหมด ยังไงก็ไม่หลง อีกอย่างนึงมาแบบนี้มันเร็วและไม่แพงด้วย


รอสาย S1


ในรถไฟฟ้า

ขณะอยู่ในรถไฟฟ้าก็สามารถดูวิวด้านนอกได้เป็นพักๆ เพราะรถไฟบ้านเค้าเป็นแบบทั้งขึ้นมาบนดิน มุดอุโมงค์ และลงใต้ดิน แถมเราก็นั่งกันไกลซะด้วย ตื่นเต้นดีคนเพียบเลย

และแล้ว..เราก็มาถึงสถานี Yau ma tei ด้วยความโล่งใจ @ripmilla ก็ออกมารับไปโรงแรมเรียบร้อย ส่วนที่พักคราวนี้ @ripmilla ได้ห้องพักกันคนละห้องเลย ที่โรงแรม City View (YMCA International เดิม) เพราะฉะนั้นเราก็มีห้องพักฟรีๆอยู่ เก็บตังค์ไปเที่ยว เย้ๆ

เราก็เข้าไปในโรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋า จัดของนิดหน่อย นั่งพักกันเล็กน้อย ก่อนที่จะออกไปลั้นลากับเมืองฮ่องกงกันต่อเลย Non-Stop แต่คงขอพักตอนนี้เอาไว้ก่อนนะคะ กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ก็เหนื่อยแทบแย่เหมือนกันนะเนี่ย แต่ก็ถือว่าคลายความอยากรู้อยากเห็นลงไปแทบหมดแล้ว เหลือแต่ค้นหาประสบการณ์ในฮ่องกงเนี่ยแหละค่ะ  ตอนนี้ก็ยาวมากแล้ว เจอกันตอนต่อไปจ๊ะ :)

อ่านต่อตอนสองได้ที่ ฮ่องกงทริป เที่ยวเองไม้ง้อทัวร์#2

หน้าหนาวแล้วดูแลสุขภาพนะคะ —

Loading Facebook Comments ...